Get Adobe Flash player

สำนักงานโรงเรียนพระปริยัติธรรม

บัญชีฝ่ายการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรม-บาลี
ธนาคารออมสิน สาขาเขมราฐ
บัญชีเลขที่ 0201 13826430
ชื่อบัญชี วัดพิชโสภาราม บ้านแก้งเหนือ
ติดต่อสอบถามได้ที่
045-218-021 หรือ 093-547-3006
แฟกซ์: 045-218-021
อีเมล์: pm.jinda_2515@hotmail.com

ข้อมูลงานเผยแผ่

ประมวลภาพกิจกรรม ปี ๕๗

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ www.watpit.org

สถิติผู้เข้าเว็บ

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้1498
mod_vvisit_counterวานนี้2298
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้5397
mod_vvisit_counterสัปดาห์ก่อน14309
mod_vvisit_counterเดือนนี้3796
mod_vvisit_counterเดือนก่อน47539
mod_vvisit_counterทั้งหมด1848517

We have: 11 guests, 31 bots online
เลข IP:: 107.20.121.254
 , 
วันที่: 02 ก.ย., 2014

ผู้เข้าชมเว็บในขณะนี้

เรามี 41 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ

โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ

วันนี้จะได้น้อมนำเอาธรรมะเรื่องโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ มาบรรยายโดยสังเขปกถา พอเป็นเครื่องประดับสติปัญญา และเป็นแนวทางแห่งการปฏิบัติของท่านทั้งหลายสืบไป

โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการเป็นธรรมที่เป็นฝักฝ่ายแห่งการตรัสรู้ ซึ่งเป็นองค์ประกอบของโยคีบุคคล ผู้บำเพ็ญพระกรรมฐานอันเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ผู้ปฏิบัตินั้น ได้บรรลุสามัญญผล แต่โพธิปักขิยธรรมทั้ง ๓๗ ประการนี้ บางข้อหรือบางหมวดได้บรรยายโดยพิสดารไปแล้ว สำหรับวันนี้จะได้นำมาบรรยายทั้ง ๓๗ ข้อเมื่อธรรมะทั้ง ๓๗ ข้อบรรยายให้จบวันเดียว จึงต้องบรรยายโดยสังเขปกถา พอรู้แนวทางแห่งการประพฤติปฏิบัติ

ธรรมะที่เป็นฝักฝ่ายแห่งการตรัสรู้ คือโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการนี้ ย่อมประชุมพร้อมเมื่อวิปัสสนาเกิดสมบูรณ์ในโยคีผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เป็นเทศนาวิธีอย่างพิสดารอันเป็นทางไปสู่พระนิพพาน ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นหมวดธรรม ๗ หมวดคือ

๑. หมวดสติปัฏฐาน ๔ ได้แก่สติเจตสิก ๑ ดวงที่ควบคู่อยู่กับกายานุปัสสนา ๑ เวทนานุปัสสนา ๑ จิตตานุปัสสนา ๑ ธัมมานุปัสสนา ๑ อันเป็นที่ตั้งของสติ

๑.๑ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือพิจารณากายอยู่เนืองๆ ด้วยมีสติเป็นที่ตั้ง เพื่อประหาณสุภสัญญา อันเป็นสัญญาวิปลาส มีสติรู้ทันในอิริยาบถใหญ่น้อย คือ ยืน เดิน นั่ง นอน คู้ เหยียดเป็นต้น ตลอดถึงพิจารณาให้เห็นให้รู้ว่าร่างกายนี้ ไม่สวย ไม่งาม ไม่น่าดูไม่น่ารักไม่น่าชม เป็นอสุภะแท้ๆ ดังนี้เป็นต้น แล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนา พิจารณาพระไตรลักษณ์ของรูปนาม เห็นความเกิดดับชัดด้วยปัญญา ผ่านญาณ ๑๖ ได้พระนิพพานเป็นอารมณ์ ด้วยการเจริญกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน

๑.๒ เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน เพ่งพิจารณาเวทนาเนืองๆ ด้วยมีสติรู้ทันเป็นที่ตั้ง สุขก็รู้ทัน ทุกข์ก็รู้ทัน อุเบกขาไม่สุขไม่ทุกข์คือเฉยๆ ก็รู้ทัน เพื่อประหาณวิปลาสในการเสวยสุข เสวยทุกข์ เสวยอุเบกขา ว่ามีความสุขความสบาย น่าชอบ น่าอยากได้เป็นต้น ตัณหาที่ประกอบกับเวทนาทั้งหมด เรียกว่า สุขวิปลาส เมื่อใดมีสติกำหนดก็จะได้รู้การเสวยอารมณ์ต่างๆ ว่า หามีความสุขไม่ มีแต่ทุกข์ทนไม่ได้ทั้งนั้น ยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์ วิปัสสนา เห็นแจ้งชัดในนามเวทนาว่าเกิดขึ้นแล้วดับไป เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ผ่านญาณ ๑๖ ได้พระนิพพานเป็นอารมณ์ ด้วยมีเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานเป็นปัจจัย

๑.๓ จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือตั้งสติพิจารณาจิตตัวเองอยู่เนืองๆ ว่าจิตมีราคะ จิตมีโทสะ จิตมีโมหะเป็นต้นก็รู้ทัน ก็รู้ได้ว่าจิตนี้เกิดแล้วดับสูญหายไปทุกขณะ เหมือนกับฟ้าแลบหาเที่ยง ไม่ถอนนิจจะสัญญา ประหาณนิจจะวิปลาส ความเห็นว่าจิตนี้เป็นของเที่ยง ต้องเกิดดับรับอารมณ์ต่างๆ อยู่ทุกขณะ วิปัสสนาเห็นแจ้งชัดด้วยพระไตรลักษณ์ฉะนั้นแล้ว ญาณก็จะเกิดขึ้นตามลำดับ ผ่านญาณ ๑๖ ได้พระนิพพานเป็นอารมณ์ เพราะอาศัย

จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นเบื้องต้น

๑.๔ ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือตั้งสติพิจารณาธรรมเนืองๆ อยู่ว่า ธรรมนี้สักว่าธรรม ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา คือมีสติรู้ทันจนเกิดปัญญาเห็นอนัตตาธรรม ประหาณอัตตสัญญา ความเห็นว่าเป็นตัวเป็นตน อันเป็นอัตตวิปลาสคือถือว่าเป็นอัตตา เป็นตัวเป็นตนเป็นบุคคลเป็นสัตว์ ตัวเราตัวของเรามีอยู่เสมอ มีสติรู้ทันในนิวรณ์ ๕ ประการก็ดี ในอุปาทานขันธ์ ๕ ก็ดี ด้วยอาศัยสัมมัปปธานเพียรพิจารณาจนเกิดปัญญา มีโพชฌงค์ทั้ง ๗ เข้าประกอบ รู้อริยสัจ ๔ เห็นแต่รูปธรรมนามธรรม มีการเกิดขึ้นแล้วดับไปทั้งสิ้น เป็นอนัตตา บังคับบัญชาไม่ได้เลย ก็รู้ว่าอัตตาตัวตนนี้ไม่มี มีแต่ธรรมคือรูปธรรมและนามธรรม รวมกันอยู่เท่านั้น และรูปธรรมนามธรรมนี้ ก็เกิดดับๆ อยู่ตลอดเวลาเป็นอนิจจังทุกขังอนัตตา ผ่านญาณ ๑๖ ได้พระนิพพานเป็นอารมณ์ เพราะอาศัยธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานเป็นปัจจัย จึงพ้นโลกีย์ได้ด้วยวิโมกข์ ๓ อย่างใดอย่างหนึ่ง

๒. หมวดสัมมัปปธาน ๔ ได้แก่วิริยเจตสิก ๑ ดวงที่ควบคุมให้เกิดความเพียร และในหมวดนี้ได้บรรยายมาแล้วโดยพิสดาร เหตุนั้นก็ขอบรรยายโดยสังเขป คือ

ก. สังวรปธาน เพียรระวังมิให้บาป มิให้อกุศลเกิดขึ้น ในขันธสันดานของตน เพียรมิให้อกุศลใหม่เกิด อกุศลเก่าก็จะน้อยลงไปตามลำดับ

ข. ปหานปธาน เพียรละอกุศลที่เกิดแล้วให้หมดไป

ค. ภาวนาปธาน เพียรเพื่อให้กุศลเกิดขึ้น

ง. อนุรักขนาปธาน เพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้วมิให้เสื่อมไป

สัมมัปปธานนี้มีอธิบายว่า วิริยะเพียรตั้งสติรู้ทันต่อปัจจุบันธรรมของรูปนามทุกขณะ เมื่อรู้ทันขณะใดก็ชื่อว่าได้ปิดกั้นมิให้อกุศลคือ ราคะ โทสะ โมหะ ไหลเข้ามาตามทวารทั้ง ๖ ได้ ส่วนอนุสัยที่นอนเนื่องอยู่ในภวังคสันดาน ก็เกิดขึ้นไม่ได้ มีสติอันประกอบอันเป็นจอมของกุศลเกิดขึ้น กุศลธรรมเหล่าอื่นก็เกิดขึ้น ชื่อว่ากุศลธรรมเจริญขึ้น การเพียรตั้งสติรู้ทันปัจจุบันบ่อยๆ นั่นเอง เป็นการรักษากุศลธรรมให้ทรงอยู่ อาศัยความเพียรเป็นบรรทัดฐานให้เกิดวิปัสสนาปัญญา รู้แจ้งชัดในรูปในนามธรรม เกิดดับๆ อยู่เสมอ มีลักษณะไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา ผ่านญาณ ๑๖ ได้พระนิพพานเป็นอารมณ์ ผู้เห็นอนิจจังชัดก็พ้นโลกีย์ด้วย อนิมิตตวิโมกข์ ผู้เห็นทุกขังชัด ก็พ้นโลกีย์ด้วยอัปปณิหิตวิโมกข์ ผู้เห็นอนัตตาชัด ก็พ้นจากโลกีย์ด้วยสุญญตวิโมกข์ เพราอาศัยสัมมัปปธานทั้ง ๔

๓. หมวดอิทธิบาท ๔ คือธรรมเป็นเหตุของความสำเร็จ เป็นทางแห่งความสำเร็จซึ่งโลกุตตระ ได้แก่

ก. ฉันทะ ความพอใจในทางโลกุตตระ

ข. วิริยะ ความเพียรในทางโลกุตตระ

ค. จิตตะ ความเอาใจใส่ในทางโลกุตตระ

ง. วิมังสา ความใคร่ครวญรู้แจ้งในทางโลกุตตระ

อิทธิบาทในส่วนโพธิปักขิยธรรมนี้ ได้แก่ ฉันทะเจตสิก วิริยะ เจตสิก กุศลจิต และปัญญาเจตสิก รวมทั้งจิตและเจตสิกนี้เป็นกำลังให้สำเร็จ โดยมีฉันทะพอใจในอมตบททางไปสู่พระนิพพาน คือมีสติรู้ทันปัจจุบันธรรม รู้ทันนามธรรมรูปธรรม เพียรตั้งสติอยู่เสมอ เอาใจจดจ่ออยู่กับรูปนามในทุกขณะ จนเกิดปัญญาวิมังสา เห็นพระไตรลักษณ์ของรูปนามจนกระทั่งผ่านญาณ ๑๖ ได้พระนิพพานเป็นอารมณ์ พ้นจากโลกีย์ด้วยวิโมกข์ ๓ อันใดอันหนึ่ง เนื่องมาจากอิทธิบาทธรรมนี้เป็นมูลเหตุ

๔. หมวดอินทรีย์ ๕ คือธรรมที่เป็นใหญ่ปกครองกุศลธรรมทั้งปวง คือ

ก. สัทธินทรีย์ ได้แก่ สัทธาเจตสิก เป็นอินทรีย์ที่เป็นใหญ่เป็นผู้ปกครอง ในความเชื่อความเลื่อมใสตัดสินใจเด็ดเดี่ยว ไปสู่แดนโลกุตตระคือพระนิพพาน เชื่อต่อทางวิปัสสนากรรมฐาน

ข. วิริยินทรีย์ ได้แก่ วิริยเจตสิก เพียรปฏิบัติวิปัสสนาด้วยความเป็นใหญ่ เป็นจอมวีระแกล้วกล้า เพื่อให้บรรลุโลกุตตระ

ค. สตินทรีย์ ได้แก่ สติเจตสิก ที่เป็นใหญ่ปกครองในความระลึกได้ และรู้ทันปัจจุบันธรรมของรูปนาม เพื่อจะนำกุศลอันเป็นมรรคาไปสู่โลกุตตรธรรม

ง. สมาธินทรีย์ ได้แก่ เอกัคคตาเจตสิก ที่ปกครองความเป็นใหญ่ อยู่ในการทำหน้าที่ให้รู้แต่อารมณ์เดียว โดยไม่เผลอจากปัจจุบันธรรม จนให้ถึงโลกุตตรธรรม

จ. ปัญญินทรีย์ ได้แก่ ปัญญาเจตสิกที่ทำหน้าที่ปกครองเป็นใหญ่อยู่ในความเห็นแจ้งรู้จริง ในไตรลักษณ์ของรูปธรรมนามธรรม ผ่านญาณ ๑๖ ได้พระนิพพานเป็นอารมณ์ พ้นโลกีย์ได้ด้วยวิโมกข์ ๓ อันใดอันหนึ่ง เพราะอาศัยศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา เป็นปัจจัย จึงเป็นอินทรีย์ที่เป็นใหญ่ปกครองสหชาตธรรมในโพธิปักขิยธรรมให้สมบูรณ์ ส่งให้แก่โลกุตตรธรรม ไกลจากทุกข์ทั้งปวงได้

๕. หมวดพละ ๕ คือ กำลังธรรมที่เป็นกุศลฝ่ายโพธิปักขิยธรรม จะนำข้ามห้วงมหรรณพภพสงสาร หรือเป็นแม่ทัพที่จะรบกับข้าศึกคือกิเลสให้พินาศไป สิ้นสูญไปด้วยกำลัง ๕ ประการคือ

ก. สัทธาพละ กำลังคือศรัทธา เชื่อต่อปฏิปทาทางปฏิบัติทางไปพระนิพพาน ได้แก่เชื่อในทางพระวิปัสสนากรรมฐานนั่นเอง

ข. วิริยพละ กำลังคือความเพียรอันแกล้วกล้า ที่จะปฏิบัติทำสติให้ระลึกรู้ทันปัจจุบันธรรมรูปนาม สามารถปราบปรามข้าศึกคือกิเลสให้สิ้นสูญไป เพื่อรู้แจ้งแทงตลอดซึ่งโลกุตตรธรรม

ค. สติพละ กำลังคือสติ ระลึกรู้ทันปัจจุบันของรูปนาม เว้นโมหะตัวเผลอตัวหลงเสีย เพื่อเป็นปัจจัยแก่มรรคผลนิพพาน

ง. สมาธิพละ กำลังคือสมาธิ มีสติมั่นคงไม่เผลอ แน่วแน่ในปัจจุบันธรรมทุกขณะ เพื่อจะเป็นกำลังอันเยี่ยมที่จะก้าวไปสู่โลกุตตรธรรม

จ. ปัญญาพละ กำลังคือปัญญา ความรู้ในปัจจุบันธรรมอันเป็นอารมณ์ของวิปัสสนา เห็นลักษณะของรูปนามเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ผ่านญาณ ๑๖ ได้พระนิพพานเป็นอารมณ์ พ้นจากโลกีย์ด้วยวิโมกข์ ๓ อันใดอันเหนึ่ง โดยมี ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา เป็นกำลังสนับสนุน

๖. หมวดโพชฌงค์ ๗ คือองค์แห่งความตรัสรู้ ได้แก่ เจตสิก ๗ ดวง อันเป็นองค์อริยมรรคปัญญา รู้แจ้งแทงตลอดในโลกุตตรธรรม คือ

ก. สติสัมโพชฌงค์ ได้แก่สติเจตสิก ที่ประกอบเป็นองค์แห่งความรู้รูปธรรมนามธรรม และโลกุตตรอารมณ์ ทุกขณะของความเป็นไปแห่งกุศลจิต

ข. ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ได้แก่ปัญญาเจตสิก ที่เป็นองค์แห่งความรู้รูปธรรมนามธรรม และโลกุตตรอารมณ์ ทุกขณะของความเป็นไปแห่งกุศลจิต

ค. วิริยสัมโพชฌงค์ ได้แก่วิริยเจตสิก เป็นองค์แห่งความเพียร คือรู้ในรูปธรรมนามธรรม เกิดดับเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ผ่านญาณ จนถึงมรรคญาณผลญาณ

ง. ปีติสัมโพชฌงค์ ได้แก่ปีติเจตสิก เป็นองค์ประกอบความรู้กับรูปธรรมนามธรรม และประกอบกับมรรคจิตผลจิต มีความอิ่มใจเหมาะใจ เป็นลักษณะ ได้พระนิพพานเป็นอารมณ์

จ. ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ได้แก่ปัสสัทธิเจตสิก ความสงบเป็นองค์ประกอบกับความรู้ในวิปัสสนาและโลกุตตรปัญญา ได้พระนิพพานเป็นอารมณ์

ฉ. สมาธิสัมโพชฌงค์ ได้แก่ เอกัคคตาเจตสิก อันประกอบกับองค์ความรู้รูปนามโดยไตรลักษณ์ และประกอบกับมรรคจิต โดยพระนิพพานเป็นอารมณ์อันเดียว เป็นสมาธิ

ช. อุเปกขาสัมโพชฌงค์ ได้แก่ ตัตรมัชฌัตตตาเจตสิก ความเป็นกลาง ประกอบกับความรู้รูปนาม มีญาณความรู้รูปนามแล้ววางเฉยต่อสหชาตธรรม ที่เกิดพร้อมกับวิปัสสนามีญาณะความรู้เป็นต้น จนผ่านญาณ ๑๖ ได้พระนิพพานเป็นอารมณ์ มีโลกุตตรจิตเข้าประกอบกับองค์ธรรมนั้นๆ สามารถที่จะให้ผู้ปฏิบัติบรรลุถึงซึ่งโลกุตตระ คือมรรคผลนิพพาน

๗. หมวดมรรค ๘ คือหนทางไปสู่พระนิพพาน ได้แก่เจตสิกธรรม ๘ ดวง รวมเรียกว่า อัฏฐังคิกมรรค หรือมรรคสามัคคี ความประชุมพร้อมองค์ธรรมทั้ง ๘ ประการนี้ ย่อมมีในโลกุตตรจิต เกิดขณะได้พระนิพพานเป็นอารมณ์ คือ

ก. สัมมาทิฏฐิ มีความเห็นชอบ ได้แก่ปัญญาเจตสิก เกิดวิปัสสนาญาณ เห็นรูปนามเกิดดับอยู่เสมอ ทั้งเห็นพระนิพพานด้วยมรรคจิตได้ง่าย

ข. สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ ได้แก่วิตกเจตสิก ยกรูปนามขึ้นสู่พระไตรลักษณ์อันใดอันหนึ่ง ให้ทันพร้อมกับรูปนามดับไปว่าเป็น อนิจจัง หรือทุกขัง หรืออนัตตา

ค. สัมมาวาจา พูดชอบ ได้แก่วิรตีคือสัมมาวาจาเจตสิกจะพูดหรือไม่พูดก็ตาม เว้นพูดผิดอยู่เสมอ มีสติอยู่ทุกขณะ

ง. สัมมาอาชีวะ เป็นอยู่ชอบ ได้แก่วิรตีคือสัมมาอาชีวะเจตสิก ที่เว้นจากการพูดผิดและทำงานผิด ที่เกี่ยวกับอาชีพ มีการดำรงชีพไปในการบริโภคอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ด้วยการมีสติอยู่เสมอ เรียกว่าเป็นอยู่ชอบ

จ. สัมมาวายามะ เพียรชอบ ได้แก่วิริยเจตสิก คือเพียรตั้งสติรู้ทันปัจจุบันธรรมบ่อยๆ นั่นเอง

ฉ. สัมมาสติ ระลึกชอบ ได้แก่สติเจตสิกที่รู้ทันปัจจุบันธรรมรูปนามทุกขณะ

ช. สัมมาสมาธิ ตั้งใจมั่นชอบ ได้แก่เอกัคคตาเจตสิก ที่มีสติรู้ทันปัจจุบันธรรมของรูปนาม ไม่เผลอเรอ และประกอบกับอริยมรรคจิตได้ด้วย คือมั่นอยู่ในอารมณ์พระนิพพานเป็นอันเดียว พ้นจากโลกีย์ด้วยวิโมกข์ ๓ อันใดอันหนึ่ง

รวมโพธิปักขิยธรรมทั้ง ๗ หมวดมีจำนวน ๓๗ ประการ ย่อมเกิดบริบูรณ์ได้เฉพาะในโลกุตตรจิตเท่านั้น แต่วิตกเจตสิกและปีติเจตสิกทั้งสองนี้บางทีไม่ได้เกิดขึ้นในโลกุตตรธรรมก็มี เมื่อพระโยคาวจรผู้ปฏิบัติในวิสุทธิ ๕ ประการที่เป็นโลกียะอยู่นั้น โพธิปักขิยธรรมก็เกิดได้บ้าง ตามฐานะที่ควรได้ควรเป็น เช่นจิตเป็นญาณวิปปยุตปัญญาย่อมไม่เกิด จิตเป็นทุติยฌาน วิตกวิจาร ย่อมไม่เกิดเป็นต้นรวมโพธิปักขิยธรรมทั้ง ๓๗ ประการนี้ เป็นธรรมะที่จะให้ผู้ประพฤติอยู่ในโพธิปักขิยธรรมนี้ บรรลุอริยมรรคอริยผล ถึงฝั่งคือพระนิพพานหากว่าการเจริญพระวิปัสสนากรรมฐานของเรา เว้นจากโพธิปักขิยธรรมทั้ง ๓๗ ประการนี้แล้ว ก็ไม่สามารถที่จะบรรลุถึงฝั่งคือพระนิพพานได้ และในขณะที่จะได้บรรลุอริยมรรคอริยผลเป็นพระโสดาบันก็ดี พระสกทาคามีก็ดี พระอนาคามีก็ดี เป็นพระอรหันต์ก็ดี หากว่าโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการนี้ไม่รวมกันหรือว่ารวมกันไม่พร้อม ก็ไม่สามารถที่จะได้บรรลุหรือตรัสรู้ได้ เพราะฉะนั้นการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจะถือว่ายากก็ยาก ถือว่าง่ายก็ง่าย ที่ว่ายากก็หมายความว่าเราไม่ตั้งสติกำหนดบทพระกรรมฐานให้ติดต่อกัน โพธิปักขิยธรรมทั้ง ๓๗ ประการนี้ก็ไม่มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นพร้อมกัน เมื่อไม่มีโอกาสเกิดขึ้นพร้อมกันเราก็ไม่ได้บรรลุ เพราะขาดองค์คุณสมบัติ อุปมาแล้วก็เหมือนกับผู้แทนราษฏร สมมติการประชุมสภาเขาต้องการสมาชิกเข้าประชุม ๓๐๐ คนแต่ไปประชุม ๑๐๐ คนก็ไม่สามารถประชุมได้ เพราะขาดองค์ประชุมอย่างน้อยก็ต้องครึ่งหนึ่งจึงประชุมได้ หรือสมมติว่า วันนี้เขาต้องการประชุมคณะรัฐมนตรีผู้บริหารประเทศชาติบ้านเมือง เขาต้องการรัฐมนตรีทุกๆ กระทรวงอย่างนี้ แต่รัฐมนตรีไปประชุมเพียง ๔ หรือ ๕ กระทรวงเท่านั้น ก็ไม่สามารถที่จะประชุมได้ ข้อนี้ฉันใด เวลาที่โยคีบุคคลมาประพฤติปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานก็ต้องการโพธิปักขิยธรรมทั้ง ๓๗ ประการนี้ให้รวมกัน เป็นมรรคสามัคคีและการรวมกันนี้ไม่เหมือนกันกับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรหรือประชุมคณะรัฐมนตรีผู้บริหารบ้านเมือง คือโพธิปักขิยธรรมต้องครบทุกข้อจึงจะใช้ได้ จึงจะได้บรรลุอริยมรรคอริยผล ตั้งแต่ชั้นพระโสดาบันขึ้นไป จนถึงได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ แต่ที่จริงเวลาเราประพฤติปฏิบัตินั้น โพธิปักขิยธรรมก็รวมกันอยู่ แต่รวมไม่พร้อม ที่เราปฏิบัติทุกวันๆ ก็จะรวมกันอยู่ บางทีก็รวมกัน ๑๐ ข้อ ๑๕ ข้อ หรือ ๒๐ ข้อ ๒๕ ข้อ แต่ไม่ถึง ๓๗ ข้อ ก็ไม่สามารถถึงจุดหมายปลายทางได้

ที่นี้เราจะทำอย่างไร จึงจะทำให้ธรรมะทั้ง ๓๗ ประการ เข้ามารวมพร้อมกันได้ ถ้าจะพูดในหลักปฏิบัติแล้วก็ไม่ยาก คือขอให้เราทั้งหลาย ตั้งสติกำหนดให้ติดต่อกันไป อย่าชะล่าใจ พยายามกำหนดอิริยาบถใหญ่น้อย จะยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม พูด คิด ทำกิจใดๆ ก็ตามขอให้กำหนดติดต่อกันไป พยายามเอาสติปักลงจนถึงที่เกิดที่ดับของรูปของนาม หากว่าเรากำหนดอิริยาบถน้อยใหญ่ให้ติดต่อกันได้เมื่อไร โพธิปักขิยธรรมทั้ง ๓๗ ประการ ก็สามารถที่จะเกิดขึ้นพร้อมกันได้

อีกอย่างหนึ่ง โพธิปักขิยธรรมทั้ง ๓๗ ประการนี้ ถ้าว่าเราอยู่ในขั้นโลกีย์จะไม่รวมกัน รวมกันไม่หมด รวมกันไม่พร้อม ไม่สามารถจะเป็นมรรคสามัคคีได้ แต่ถ้าขณะใดจิตของเราเข้าสู่มรรควิถี สมมติว่าเราปฏิบัติครั้งแรก ยังไม่บรรลุอริยมรรคอริยผลอะไรเลย พอดีผ่านวิปัสสนาญาณขึ้นไปตามลำดับ ตั้งแต่ญาณที่ ๑, ๒, ๓, ๔, ๕ ขึ้นไปจนถึงสังขารุเปกขาญาณ เมื่อออกจากสังขารุเปกขาญาณแล้วจิตก็จะเข้าสู่มรรควิถี ในขณะจิตเข้าสู่มรรควิถีนั่นแหละ โพธิปักขิยธรรมทั้ง ๓๗ ประการนี้ จะมารวมกันเป็นมรรคสามัคคีทันที เมื่อรวมกันเป็นมรรคสามัคคีเมื่อใด เมื่อนั้นผู้ปฏิบัติก็จะได้บรรลุอริยมรรคอริยผล ซึ่งการรวมของโพธิปักขิยธรรมทั้ง ๓๗ ประการนี้ น้อยนิดเดียวเท่านั้น ไม่กี่ขณะจิต และในขณะที่โพธิปักขิยธรรมทั้ง ๓๗ เกิดขึ้นพร้อมกันเป็นมรรคสามัคคีแล้วนั้นแหละ กิเลสพันห้าตัณหาร้อยแปด มีโลภะโทสะโมหะเป็นต้นก็ดับไปด้วย ในเมื่อโลภะเป็นต้นดับไป อริยมรรคอริยผล ก็เกิดขึ้นมา เราก็ได้ชื่อว่าถึงโสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล พอพ้นจากผลแล้ว จิตก็ลงสู่ภวังค์ ขึ้นจากภวังค์มาก็จะได้พิจารณาปัจจเวกขณะ กิเลสที่ละแล้วและยังเหลืออยู่ โพธิปักขิยธรรมเมื่อผ่านได้แล้ว ก็เลิกแล้ว ไม่รวมกันแล้ว กระจัดกระจายไปไม่เป็นมรรคสามัคคีแล้ว เราปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานรอบต่อไป ในรอบที่สองขณะที่ถึงสังขารุเปกขาญาณ จะเข้าสู่มรรควิถี โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการนี้ จึงจะรวมกันอีกครั้งหนึ่ง เมื่อรวมแล้วผู้ปฏิบัติก็จะได้บรรลุถึง พระสกทาคามิมรรค สกทาคามิผล หลังจากนั้นก็ไม่รวม เราปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานต่อไปอีก จนสามารถถึงสังขารุเปกขาญาณ รอบที่จะเข้าสู่มรรควิถีรอบที่ ๓ โพธิปักขิยธรรมทั้ง ๓๗ ประการก็จะรวมกันอีก เมื่อรวมกันแล้วเราจึงจะสามารถบรรลุถึงอนคามิมรรค อนาคามิผล หลังจากนั้นก็ไม่รวมกัน เราปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานต่อไปอีก จนผ่านตั้งแต่ญาณที่ ๔ ที่ ๕ จนถึงสังขารุเปกขาญาณอีก ออกจากสังขารุเปกขาญาณก็เข้าสู่มรรควิถีครั้งที่ ๔ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการนี้ ก็มารวมกันอีก และขณะนั้นกิเลสพันห้า ตัณหาร้อยแปดก็ดับไป สิ้นไปสูญไปจากขันธสันดานของเรา ก็หมายความว่ากิเลสทั้งหลายทั้งปวงนั้นหายไปไม่มีเลย พรหมจรรย์นี้อยู่จบแล้ว กิจที่จะต้องทำไม่มีอีกแล้ว เป็นผู้ประเสริฐล่วงส่วน เกษมจากโยคะธรรมล่วงส่วน ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เข้าถึงอมตมหานฤพาน อันเป็นเอกันตบรมสุข เหตุนั้นเราทั้งหลายมีเวลาน้อยนิดเดียวก่อนจะปิดภาคอบรมในพรรษานี้ ก็ขอให้พยายามสร้างสมอบรมโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการนี้ให้เกิดขึ้นพร้อมกัน อย่าได้ประมาท พยายามกำหนดอิริยาบถน้อยใหญ่ให้ติดต่อกันไป ผลสุดท้ายโพธิปักขิยธรรมก็จะรวมกันเอง…

โครงการก่อสร้างศาลาปฏิบัติธรรม "80 ปี สารทมหาเถระ"

รายการร่วมจองเป็นเจ้าภาพศาลาปฏิบัติธรรม 80 ปี สารทมหาเถระ

รายการบริจาค

รายการร่วมจองเป็นเจ้าภาพศาลาปฏิบัติธรรม "80 ปี สารทมหาเถระ"
-------------
ฉัตรเอก 1 คัน คันละ 500,000 บาท
ฉัตรโท 2 คัน คันละ 300,000 บาท
ฉัตรตรี 6 คัน คันละ 100,000 บาท พื้นคอนกรีตเสริมเหล็ก          ชั้นบน 2,400 ตรม. ตรม.ละ 999 บาท
กระเบื้องปูพื้นแกรนิตโต้ ชั้นล่าง    2,400 ตรม. ตรม.ละ 1,999 บาท กระเบื้องปูพื้นแกรนิตโต้         ชั้นบน 2,400 ตรม. ตรม.ละ 1,999 บาท
เสาชั้นบน 74 ต้น ต้นละ 19,999 บาท โครงหลังคาเหล็ก พร้อมสังกะสี 4,003  ตรม. ตรม.ละ  2,499 บาท
สุขภัณฑ์ โถชักโครก  80 โถ  ชุดละ 3,900 บาท อ่างล้างหน้า  60  อัน  ชุดละ 900 บาท
บานประตูวงกบ พีวีซี 80 ชุด ชุดละ 3,900 บาท ชายน้ำรอบหลังคา  4  ชั้น    -ชั้นล่าง     50x100 ซม.ต่อ 1ชิ้น ชิ้นละ 500 บาท
ฝ้าเพดานชั้นบน                               ตรม.ละ 2,950 บาท                                    -ชั้น1-2-3   30x100 ซม.ต่อ 1ชิ้น ชิ้นละ 90/1 บาท
 

เกี่ยวกับศาลาปฏิบัติธรรม

เกี่ยวกับศาลาปฏิบัติธรรม

sala80year

เนื่องด้วยวัดพิชโสภาราม ตำบลแก้งเหนือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ได้รับจัดตั้งเป็นสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด แห่งที่ ๓ และโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลี ประจำจังหวัด แห่งที่ ๑ ดำเนินจัดการเรียนการสอนพระปริยัติธรรม และอบรมสั่งสอนวิปัสสนากรรมฐานแก่พระภิกษุ สามเณร นิสิต นักศึกษา เยาวชน ตลอดถึงประชาชนทั่วไปตลอดทั้งปี เฉลี่ยรุ่นละ ๕๐๐-๑,๐๐๐ รูป/คน เป็นเหตุให้อาคารสถานที่ไม่เพียงพอต่อการบริหารจัดการ หลวงพ่อเจ้าคุณพระราชปริยัตยากร เจ้าอาวาสวัดพิชโสภาราม จึงดำริที่อยากให้มีศาลาปฏิบัติธรรมขึ้นเป็นส่วนเฉพาะ เพื่อรองรับการศึกษาและปฏิบัติที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้นทางคณะศิษย์จึงปรึกษาหารือเพื่อก่อสร้างศาลาปฏิบัติธรรมขึ้นตามเจตนารมณ์ เพื่อน้อมถวายเนื่องในมหามงคลสมัยที่พระเดชพระคุณหลวงเจ้าคุณพ่อพระราชปริยัตยากร มีอายุวัฒนมงคลครบ ๘๐ ปี ในปีพ.ศ.๒๕๕๖

ศาลาปฏิบัติธรรมหลังนี้ มีขนาดความกว้าง ๓๐ เมตร ยาว ๘๐ เมตร เป็นอาคารลักษณะทรงไทยประยุกต์ ๒ ชั้น ขนาดพื้นที่ใช้สอย ๔,๘๐๐ ตารางเมตร โดยใช้งบประมาณดำเนินการ จำนวน ๓๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สามสิบล้านบาทถ้วน) โดยได้ทำพิธีวางศิลาฤกษ์การก่อสร้าง เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ เวลา ๑๑.๕๕ น. โดยมี นายสมเกียรติ ศรลัมย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประธานฝ่ายฆราวาส พระราชธีราจารย์ เจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี พระราชปริยัตยากร เจ้าอาวาสวัดพิชโสภาราม ประธานฝ่ายสงฆ์

ต่อมา คณะศิษยานุศิษย์ได้ประชุมกันเรื่องการดำเนินการหาทุนและจัดตั้งคณะกรรมการดำเนินงาน ในวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๕๕ ได้ระดมความคิดเกี่ยวกับการตั้งชื่ออาคารที่จะสร้างใหม่ เมื่อได้ชื่อที่เสนอมา 3 ชื่อแล้ว ได้เข้าไปกราบเรียนพระเดชพระคุณหลวงพ่อฯ เกี่ยวกับวาระการประชุม และได้กราบขอเมตตาพระเดชพระคุณหลวงพ่อฯ ได้พิจารณาชื่อของอาคารที่เสนอไป ในที่สุดพระเดชพระคุณหลวงพ่อได้เมตตาประทานชื่ออาคารที่สร้างใหม่ว่า "ศาลาปฏิบัติธรรม 80 ปี สารทมหาเถระ"